0

รวมประโยคซึ้งๆ จากหนังรักโรเเมนติก

รวมประโยคซึ้งๆ จากหนังรักโรเเมนติก


2021-02-14 10:00:38

คำคมซึ้งๆ เอาใจคอหนังรักโรแมนติก บอกรักใครสักคนในวันวาเลนไทน์

1.Pride and Prejudice (2005)

"You have bewitched me, body and soul, and I love, I love, I love you. I never wish to be parted from you from this day on."

 "คุณหลงไหลฉันทั้งกายและวิญญาณแล้ว ฉันรัก ฉันรัก ฉันรักคุณ ฉันไม่ต้องการที่จะพรากจากคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป"

เริ่มเรื่องมาเป็นช่วงเวลาต้นศตวรรษที่ 19 ประเทศอังกฤษในช่วงเวลานั้นหญิงสาวที่ได้รับการอบรมดีหน่อยพ่อแม่จะหาทางชักนำชายหนุ่มที่ได้รับการอบรมดีเป็นสุภาพบุรุษมาให้ลูกสาวได้รู้จักผ่านทางงานเลี้ยงเต้นรำ ซึ่งงานเลี้ยงเต้นรำประเภทนี้จะนิยมจัดขึ้นทั่วประเทศอังกฤษ ไม่ว่าจะในเมืองใหญ่หรือในชนบท นอกจากไว้พบปะสังสรรค์แล้วยังเอาไว้สำหรับให้หนุ่มสาวได้เข้าสังคมและทำความรู้จักกันด้วยซึ่งเป็นค่านิยมในยุคสมัยนั้น และกล่าวถึงครอบครัวหนึ่งที่มีฐานะเป็นชนชั้นกลาง อาศัยอยู่ในชนบท  คือครอบครัวของนายและนางเบนเน็ต ครอบครัวนี้มีแต่ลูกสาวซึ่งกำลังก้าวสู่วัยสาวน้อยถึง 5 คน เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องหาคู่ในลูกสาว ดังนั้นนายและนางเบนเน็ตโดยเฉพาะนางเบนเน็ตที่วิตกกังวลกับการแต่งงานของสาว ๆ เหล่านี้มาก ลูกสาวสองคนคือคนโตและคนรองถึงวัยที่สามารถแต่งงานได้แล้ว นางเอกในเรื่องเป็นลูกสาวคนรองของครอบครัวและเป็นคนที่มีนิสัยต่างจากพี่น้องพอสมควร เธอเป็นหญิงที่ชอบอ่านหนังสือและไม่ค่อยเห็นด้วยกับการแต่งงานแบบที่พ่อกับแม่ต้องการ เธออยากเลือกชายที่เธอพึงพอใจด้วยตัวเธอเอง ซึ่งนี้ทำให้แม่ของเธอนางเบนเน็ตขัดใจเสมอเพราะเธอไม่ว่าง่ายและเชื่อฟังเหมือนกับพี่น้องคนอื่น ๆ     

 วันหนี่งครอบครัวเบนเน็ตได้ข่าวว่ามีสองพี่น้องทายาทตระกูลบิงลีย์ซึ่งเป็นผู้ดีที่ร่ำรวยมากจะมาพักผ่อนที่คฤหาสน์ตากอากาศในชนบท  นางเบนเน็ตเลยอยากให้ลูกสาวได้ทำความรู้จักกับตระกูลนี้ นางจึงวางแผนให้สามีไปเชิญคุณบิงลีย์ให้มาร่วมงานเต้นรำที่ชุมชนจัดขึ้น ซึ่งคุณบิงลีย์รับปากทำให้นางเบนเน็ตดีใจมาก และเธอกะเกณฑ์ให้ลูกสาวของเธอเข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย  และในงานนี้เองคุณบิงลีย์ที่หล่อรวยเป็นสุภาพบุรุษและดูเป็นมิตรกับทุกคนได้มาร่วมงานเต้นรำซึ่งคุณบิงลีย์เป็นที่ถูกใจของสาว ๆ ในชุมชนมาก ในงานนี้เค้าได้พาเพื่อนสนิทของเค้ามาด้วย ซึ่งก็คือคุณดาร์ซี่พระเอกสายซึนนั้นเอง ในงานนี้คุณบิงลีย์ดูเหมือนจะถูกใจเจนลูกสาวคนโตของตระกูลเบนเน็ต ในขณะที่นางเอกเหมือนมีความประทับใจเมื่อแรกเห็นคุณดาร์ซี่ที่หล่อเนี๊ยบสุภาพบุรุษทุกกระเบียดนิ้วเช่นกัน นางเอกเลยเข้าไปชวนคุณดาร์ซี่เต้นรำแต่เหมือนคุณดาร์ซี่จะมีบุคลิกที่หยิ่งยโสและเฉยชากับทุกสิ่งรอบตัว เธอเลยโดนปฎิเสธ นั้นทำให้เธอเสียความรู้สึกมาก อีกทั้งเธอแอบได้ยินที่คุณดาร์ซี่คุยกับคุณบิงลีย์เป็นทำนองดูถูกการจับลูกเขยของนางเบนเน็ตที่ออกนอกหน้าไปนิดและพูดถึงนางเอกว่าไม่มีอะไรที่น่าดึงดูดพอที่จะล่อลวงเขาได้ ทำให้นางเอกอับอายและพาลเหม็นขี้หน้าพระเอกไปเลย แต่ทั้งคู่ยังคงต้องมีเหตุให้เจอกันอีกหลายครั้ง

    ในเมื่อนางเอกรู้แล้วว่าพระเอกดูถูกเธอนั้นทำให้เธอที่เป็นคนทระนงคนหนึ่งยิ่งไม่อยากเข้าใกล้และพูดจากับพระเอกเท่าไร ตัวพระเอกเองพื้นนิสัยเดิมแม้เป็นคนดีเป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่งแต่มีความผยองในสายเลือดผู้ดีแท้ แม้ต่อมาจะมีความสนใจในตัวนางเอกเพิ่มขึ้นจากการได้เห็นนิสัยที่ทระนงของเธอ แต่มันจะมากพอให้โชคชะตาของทั้งคู่มารักกันหรือ หนังเรื่องนี้สื่อให้เห็นถึงบทประพันธ์อมตะของเจน ออสตินว่ามันเป็นความโรแมนติกที่ละมุ่นมากค่ะขอบอก มันไม่ซึงก็จริงแต่มันตรึงใจคนดู เป็นอีกเรื่องที่ขอแนะนำค่ะ

เครดิต : cities.trueid.net.com

2. Moulin Rouge (2001) 

"The greatest thing you'll ever learn is just to love, and be loved in return."  "สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คุณจะได้เรียนรู้คือ การได้รักและได้รับความรักตอบ"


เรื่องราวความรักของนักเขียนที่พบรักกับนักแสดงสาวซึ่งทั้งสองคนต้องแอบรักกันเพราะว่าเจ้าของผู้ทั้งสนับสนุนการแสดงของนักแสดงสาวและเอาบทประพันธ์ของพระเอกมาทำไม่ยอมให้ทั้งสองรักกันแน่นอน เพราะฉะนั้นทั้งเรื่องก็ปูตั้งแต่แรกด้วยฉากที่ทั้งคู่พบกันไปจนถึงเริ่มมีความรู้สึกให้กันและแอบรักกันอย่างลับๆ

    ปี 1899 คริสเตียน (รับบทโดย ยวน แม็คเกรเกอร์) นักเขียนหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ในเชิงกวี ขัดขืนคำสั่งของบิดา ซึ่งเป็นชนชั้นกลาง ก้าวเข้าไปสู่อีกฟากของโลก ในแวดวงของชาวโบฮีเมียนแห่ง มองต์มาร์ท (Montmartre) แห่งกรุงปารีส โดยการนำของชายไว้เครา ที่มีอุปนิสัยดื้อดึง ตูลูส-ลอเทร็ค (รับบทโดย จอห์น เลกีซาโม) อดีตผู้ดีที่ถูกตัดออกจากกองมรดก คริสเตียนได้พบกับชาวโบฮีเมียน ภายใต้การปกครองของ ตูลูส-ลอเทร็ค ได้แก่ หมอ (รับบทโดย แกร์รี่ แม็คโดนัลด์) ที่หลงคิดไปว่าตัวเองเก่ง, นักเต้นแทงโก้ (รับบทโดย จาเซ็ค โคแมน) ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นชาวอาเจนตินา, ซาตี (รับบทโดย แม็ทธิว วิตเตท) และนักเขียนที่ชื่อ ออเดรย์ (รับบทโดย เดวิด เวนแฮม) ผู้คนทั้งหมดใช้ชีวิตอยู่ใน มูแลง รูจ (Moulin Rouge) ไนท์คลับสุดหรูอันขึ้นชื่อของปารีส ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ชวนลุ่มหลง สถานที่รวมกันของชนชั้นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพวกผู้ดี, เศรษฐี, คนงาน, ศิลปิน, พวกโบฮีเมียน, นางระบำ และ ผู้หญิงทำงาน โดยมี ซิดเลอร์ (จิม บอร์ดเบ้นท์) เป็นผู้จัดการคลับ และที่ มูแลง รูจ นั่นเอง คริสเตียน ได้พบกับ ซาติน (รับบทโดย นิโคล คิดแมน) ดาราประจำคลับ และโสเภณีที่สวยที่สุดของเมือง รวมทั้งเพื่อนพ้องอันได้แก่ นางระบำแคน-แคน นีนี่-เลกส์-อิน-ดิ-แอร์ (รับบทโดย คาโรลีน โอ'คอนเนอร์), ช่างแต่งตัวของ ซาติน นามว่า มารี (รับบทโดย เคอร์รี่ วอลเกอร์), นักแสดง เลอ ช็อคโกลาต์ (รับบทโดย ดิวเบียร์ โอปารี) และ นางระบำ ม็อง โฟรมาจ (รับบทโดย ลาร่า มัลคาฮีย์) ในที่สุด คริสเตียนหลงรักซาตินอย่างโงหัวไม่ขึ้น ซาตินเมาจากครอบครัวที่ยากจนมาก และซิดเลอร์เป็นคนที่สร้างเธอให้เป็นอย่างทุกวันนี้ แต่ซาตินไม่ต้องการเป็นนางระบำแคน-แคน ไปจนตลอดชีวิต ความฝันของเธอคือการได้เป็นนักแสดง เธอมีความตั้งใจแน่วแน่ และมีความสามารถโดดเด่น ยากจะหาใครเทียบได้ ในการสร้างสรรค์ลีลาการเต้นรำที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่เมื่อคริสเตียนร่ายเวทมนตร์ไปที่เธอผ่านบทเพลง เขาก็ทำให้เธอเชื่อว่า เธอสามารถทำอย่างอื่นได้ เขานำความเชื่อของเธอออกมา และใส่มันเข้าไปในในความฝันของเธอ และนั่นทำให้เขาเป็นคนที่น่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับเธอ

เครดิต : movie.kapook.com

3. YOu've Got Mail (1998)

 "I wanted it to be you, I wanted it to be you so badly."  "ฉันอยากให้คุณเป็นคน ฉันอยากให้คุณเป็นคนเลว"



You've Got Mail  เป็นหนังปี 1998 ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่าช่วงปี 90s เนี่ยแทบจะเป็นยุคทองของหนังแนว Romantic Comedy เลยทีเดียว ชนิดที่ว่าเกิดไม่ทันก็ยังตามดูเป็นสิบๆ เรื่อง อยากแนะนำจริงๆ ใครที่ชอบแนวนี้ รอมคอมยุค 90s คือคำตอบของคุณค่ะ 

     เข้าเรื่อง คือ You've Got Mail เนี่ยเป็นเรื่องของ Kathleen Kelly เจ้าของร้านหนังสือ Shop Around the Corner ซึ่งเป็นร้านหนังสือเด็กร้านเล็กๆ ในนิวยอร์ค อยู่มาวันหนึ่งก็มีคู่แข่งมาปรากฏตัวตรงข้ามร้านของเธอ ร้านหนังสือ Fox Books ที่กำลังจะคุมบังเหียนธุรกิจร้านหนังสือชนิดที่ว่าปลาเล็กปลาใหญ่ยังไงก็ต้องหลบ Kathleen เลยถือว่า Joe Fox เจ้าของกิจการนี้เป็นศัตรูคู่อาฆาตที่กำลังจะทำให้ธุรกิจเธอย่อยยับ Kathleenเองก็กำลังมีความสัมพันธ์กับเพื่อนในโลกไซเบอร์ ทั้งเขาและเธอพูดคุยสนิทสนม เมื่อ Kathleen กำลังประสบปัญหาชีวิตเธอก็ไปปรึกษาเพื่อนไร้ตัวตนคนนี้ โดยที่ไม่รู้ว่าจริงๆแล้ว เขาคนนั้นก็คือ Joe Fox นั่นเอง 

4. The Vow (2012)

"I vow to fiercely love you in all your forms, now and forever. I promise to never forget that this is a once in a lifetime love." "ฉันสาบานว่าจะรักคุณอย่างดุเดือดในทุกรูปแบบของคุณในตอนนี้และตลอดไป ฉันสัญญาว่าจะไม่มีวันลืมว่า นี่คือความรักครั้งหนึ่งในชีวิต"


  เพจ (ราเชล แม็คอดัมส์) และลีโอ (แชนนิง ทาทัม) เป็นคู่รักหนุ่มสาว ผู้รักกันดูดดื่ม และใช้ชีวิตศิลปินของพวกเขาอย่างเต็มที่ในชิคาโก้ ในค่ำคืนที่หิมะโปรยปราย ทั้งคู่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ลีโอรอดชีวิตมาได้อย่างไม่บุบสลาย แต่การได้รับความกระทบกระเทือนที่ศีรษะกลับลบล้างความทรงจำทั้งหมดของเพจที่ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเธอและสามีของเธอ

เมื่อเธอพ้นจากอาการโคม่า ลีโอกลับกลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเธอ ทันใดนั้น ลีโอพบตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่เจ็บปวด เมื่อต้องฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่เขารอคอยมาตลอดชีวิตขึ้นใหม่ และเอาชนะใจภรรยาของเขาอีกครั้งหนึ่ง สภาพจิตใจของเพจย้อนกลับไปสู่นักศึกษากฎหมายสาว ที่เธอเคยเป็นเมื่อห้าปีก่อน ก่อนหน้าที่เธอจะพบลีโอและกลายเป็นศิลปิน ภายในชั่วขณะนั้น เธอไม่ใช่ภรรยาที่ลีโอรู้จักอีกต่อไปแล้ว และยิ่งไปกว่านั้น เธอไม่อาจจดจำชีวิตปัจจุบันของตัวเองได้เลย เธอไม่อาจเข้าใจถึงเหตุผลที่เธอเหินห่างจากพ่อแม่ตัวเอง (เจสสิก้า เลนจ์และแซม นีลล์) ห่างหายจากเสื้อผ้าแบบอนุรักษ์นิยมของตัวเองและเธอก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเธอ ถึงออกจากมหาวิทยาลัยและหันหลังให้อาชีพที่สดใสในแวดวงกฎหมาย ซ้ำร้าย เพจคิดว่าเธอยังหมั้นหมายอยู่กับเจเรมี (สก็อต สปีดแมน) นักธุรกิจเจ้าเสน่ห์ ผู้ยังคงต้องการเธอ และรู้สึกลังเลที่จะยอมรับลีโอ ที่มีวิถีชีวิตแปลกแยกของนักดนตรี ว่าเป็นคนที่เธอเคยรัก

  เมื่อการฟื้นความทรงจำให้กับเพจดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ลีโอก็เริ่มเผชิญหน้ากับสิ่งที่เขากลัวที่สุด ว่าเขาได้สูญเสียคนรักและครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของเขาไปแล้ว เขาปฏิเสธที่จะยอมแพ้ และตัดสินใจที่จะเริ่มต้นใหม่และตามจีบเพจราวกับว่าพวกเขาเพิ่งได้พบกัน ด้วยความหวังว่า เมื่อพวกเขาเคยตกหลุมรักกันมาแล้ว พวกเขาก็น่าจะทำได้อีกซักครั้ง มันเป็นความท้าทายที่จะทดสอบทุกสิ่งที่เขาเคยเชื่อเกี่ยวกับความรัก เกี่ยวกับการซื่อตรงต่อตัวเองและเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพิธีแต่งงานทุก ครั้ง นั่นคือคำสาบานที่คู่สามีภรรยาได้ให้ไว้แก่กัน 

เครดิต : movie.kapook.com

 

5. Atonement (2007)

"I will return. I will find you. Love you. Marry you. And live without shame." "ฉันจะกลับมา ฉันจะตามหาคุณ รักคุณ แต่งงานกับคุณ และอยู่อย่างไร้ความละอาย "


คงมีสักครั้งที่เราปรารถนาให้ชีวิตสามารถย้อนเวลาคืนมาได้ เพื่อที่เราจะได้กระทำในสิ่งที่ถูกต้อง แก้ไขความข้อบกพร่องบ ลบล้างความผิดพลาดในอดีต เพราะเมื่อชีวิตเดินมาถึงปัจจุบัน เราได้รู้แล้วว่า บางครั้งความผิดพลาดเพียงแค่ครั้งเดียว สามารถทำลายความหวัง ความฝัน และทำลายชีวิตคนเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับมันเป็นระเบิดเพียงลูกหนึ่งที่ใช้เวลาจุดขึ้นมาเพียงชั่ววินาที แต่แรงระเบิดที่เกิดขึ้นนั้นมีพลานุภาพทำลายได้ในวงกว้างอย่างรุนแรง

Atonement เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความเข้าใจผิด และฉวยโอกาสตัดสินคนเพียงแต่จากสิ่งที่มองเห็นผสมกับจินตนาการที่กว้างไกลของเด็กหญิงเพียงคนเดียว จนเกิดความเสียหายรุนแรง กลายเป็นมลทินติดตัวผู้ถูกกล่าวหา และส่งผลไม่เพียงแค่พรากคู่รักคู่หนึ่งจากกัน แต่ยังเป็นตราบาปที่ฝังแน่นลงไปในจิตใจไปตลอดชีวิตอันเกิดจากความเข้าใจผิดนี้ด้วย 


เรื่องราวในภาพยนต์เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับแนะนำตัวละครหลักของเรื่องคือ ไบรโอนี่ (Saoirse Ronan) เด็กหญิงวัยสิบสาม ภาพลักษณ์ภายนอกของเธอที่ทุกคนมองเห็นคือ เด็กหญิงอารมณ์ดี มีจินตนาการสูง เธอมีงานอดิเรกคือเขียนบทละคร และจับคนรอบตัวมาแสดงในละครของเธอ ซึ่งในช่วงนี้มีญาติห่างๆ มาพักอาศัยด้วย เป็นเด็กหญิงวัยเดียวกันกับเธอ และน้องชายฝาแฝด

ไบรโอนี่มีพี่สาวสดสวยชื่อ ซิซิเลีย (Keira Knightley) เธอปราดเปรียวโฉบเฉี่ยว และมั่นใจตัวเอง อีกทั้งรู้จักวางตัวกับบุคคลรอบข้าง ยกเว้นร๊อบบี้ (James McAvoy) ลูกชายแม่บ้านที่ครอบครัวของเขาเป็นหนี้ครอบครัวของเธอ แต่ด้วยความเมตตาของพ่อ บวกกับความที่เขาเรียนหนังสือเก่ง ร๊อบบี้จึงได้รับความอนุเคราะห์จากท่านในการส่งไปเีรียนต่อที่แคมบริดจ์พร้อมกับซิซิเลียลูกสาว

แต่ด้วยท่่าที่ทั้งคู่มีต่อกันที่ช่างห่างเหินเสียเหลือเกินทั้งที่อยู่ในวัยใกล้เคียวกัน ทำให้ไบรโอนี่อดปากถามว่าไม่ได้ว่า ทำไมซิซิเลียถึงไม่ยอมพูดจาสนทนากับร๊อบบี้เลย ซึ่งพี่สาวก็ตอบมาสั้นๆเพียงว่า "เพราะชนชั้นเราห่างกัน"

ในฤดูร้อนหนึ่ง พี่ชายคนโตของครอบครัวกลับมาเยี่ยมบ้านพร้อมเพื่อนสนิทที่ร่ำรวยเป็นถึงเจ้าของโรงงานชอคโกแลต ได้เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น โบรโอนี่เด็กหญิงที่่ยังไร้เดียงสา สิ่งที่เธอเห็นในโลกของผู้ใหญ่จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ผสมกับจินตนาการที่กว้างไกลของเธอที่ส่งเสริมเติมต่อจากสิ่งที่ได้พบเห็น จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ร๊อบบี้ถูกเข้าใจผิดจากทุกคน เขาถูกจับส่งตำรวจ มีเพียงมารดา ผู้เป็นแม่บ้าน และซิซิเลียเท่านั้นที่รู้ดีว่า เขาเป็นผู้บริสุทธิ์

น่าเศร้าที่ ทั้งซิซิเลียและร๊อบบี้เพิ่งจะได้มีโอกาสเปิดเผยความนัยใจที่มีระหว่างกันได้ไม่นานว่า พวกเขาใจตรงกัน อาการเฉยเมย ห่างเหินของเธอเป็นเพียงแค่ต้องการปกปิดความรู้สึกนี้เท่านั้น และเธอเพิ่งตะหนักว่า เธอรู้ใจตัวเองช้ากว่าร๊อบบี้เสียอีก ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์เลวร้ายนี้ขึ้น พวกเขาจึงถูกพรากจากกัน ทั้งๆ ที่เพิ่งรู้ตัวว่าพวกเขารักกันได้ไม่ทันข้ามคืน ..

4 ปีต่อมาหนังเผยให้เราเห็นว่า บัดนี้ชายหนุ่มผู้มีอนาคตไกล เขาเรียนเก่งจนเกือบจะได้เป็นแพทย์ แต่ทว่าเพียงความเข้าใจผิดส่งผลให้ชีวิตเขาเปลี่ยนทิศทางไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ร๊อบบี้ถูกส่งไปเป็นทหารทางฝรั่งเศสตอนเหนือ หลายครั้งที่เขาถูกสงสัยจากบรรดาทหารด้วยกันว่า เหตุใดคนที่ท่าทางดูดีีมีความรู้อย่างนี้จึงต้องมาลำบากอยู่ที่นี่ ร๊อบบี้ก็ตอบเพียงสั้นๆ เช่นกันว่า "พวกเขาให้ผมเลือก 2 ทาง คือ ติดคุก หรือไม่ก็ไปรบ และจากประวัติของผม สิ่งที่สุดท้ายที่ผมจะเป็นก็คือ คนชั้นสูง"

ในร้านอาหารซิซิเลีย ซึ่งบัดนี้เธอออกจากบ้านมาทำงานเป็นพยาบาลทหาร ได้นัดพบกับร๊อบบี้บทสนทนาที่เต็มไปด้วยความร้าวรานใจของผู้รอคอยและอีกฝ่ายที่เต็มไปด้วยความรู้สึกด้อยค่าและไม่คู่ควร บางทีความรักก็เป็นเช่นนี้เอง สามารถทำให้คนเราเสียสละได้ทุกสิ่งเพื่อบุคคลอันเป็นที่รัก และไม่อาจดึงมาร่วมพบกับความยากลำบากได้ ร๊อบบี้ก็เช่นกัน

ในช่วงท้ายของหนังจึงเต็มไปด้วยฉากบีบคั้นอารมณ์ของตัวละครหลักทั้ง 3 คนที่ลงโทษด้วยเอง ทั้งๆที่เป็นฝ่ายถูกกระทำและไม่อาจปฏิเสธได้ด้วยบุญคุณท่วมหัวที่ครอบครัวอีกฝ่ายเจือจุนมา , หญิงสาวที่เป็นเหยื่อ เมื่อถูกพรากคนรักไป ชีวิตของเธอไร้สิ้นความหวังใดๆ และมีชีวิตเพียงแค่รอคอยวันที่จะกลับมาอยู่ร่วมกัน และเด็กหญิงที่เติบโตมาพร้อมกับตราบาปฝังแน่นในจิตใจ เส้นทางเดินชีิวิตของเธอจึงกลายเป็นเส้นทางเดินไปสู่หนทางการไถ่บาปนั้น

เครดิต: bloggang.com


6. Brokeback Mountain (2005)

"I wish I knew how to quit you.""ฉันหวังว่าฉันจะรู้ว่า จะเลิกกับคุณได้อย่างไร "


 "Brokeback Mountain" เป็นเรื่องราวของคาวบอยมะกันที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางบรรยากาศพาไป หัวใจกระเจิง เถิดเทิงแบบได้หลังแล้วลืมหน้า ระหว่างแจ๊ค - Jack Twist (Jake Gyllenhaal) กับเอนนิส - Ennis Del Mar (Heath Ledger) ทั้งสองได้ใช้ชีวิตช่วงหนึ่งด้วยกันจากหน้าที่การงานของคนรับจ้างเลี้ยงแกะ (sheepherders) ในหุบเขาที่ไกลโพ้น ห่างไกลความเจริญ บั่นน๊อก บ้านนอก ซึ่ง จ้างทำงานโดยโจ - Joe Aguirre (Randy Quaid) หากจะเปรียบกับวิถีไทยคงไม่ต่างไปจากไอ้เขียวกับไอ้ขวัญ (นามสมมุติที่ไปรับจ้างเลี้ยงวัวและควายตามไร่นาไหล่เขาบ้านนอก

หลังจากควันไฟ สุมควาย เอ๊ย สุมไล่ความหนาวเหน็บได้มอดลง แต่ความเหว่ว้า และตันหาโดยธรรมชาติของมนุษย์ หาได้สงบไม่ ทั้งสองตกหลุมรักด้วยความบังเอิญ น้ำเมา คละเคล้าบรรยากาศให้แบบพาไปไม่รู้ตัว "ชายได้ชาย แล้วจะเหลืออะไรเล่า ?" จึงไม่แปลกที่ใครหลายคนจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้เป็นภาษาไทยว่า "แตกหลังเขา" = Brokeback Mountain broke หมายถึงแตก Back หมายถึงหลัง Mountain คือเขา ... หรือ Bareback Mountain ร้ายกว่านั้นซะอีก ... ตลอดเวลาที่เค้าอยู่ด้วยกันในหุบเขา สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตของสองหนุ่มที่จัดอยู่โครงการเอื้อ (อาทรดูแล ห่วงใย ใส่ใจ อาจจะมีขัดแย้ง รุนแรงกันบ้างแต่ก็สร้างสีสัน หรือเพิ่มความผูกพันกันมากขึ้น

"ความอ้างว้าง ว้าเหว่ และความใกล้ชิด สนิทสนม เป็นบ่อเกิดแห่งความรัก" ที่แจ๊คกับเอนนิสไม่ สามารถฝืนธรรมชาติและความต้องการทางเพศได้ แม้ตัวเองจะบอกว่า "ผมไม่ได้เป็นเกย์" ฉากหนึ่งที่เอนนิสพูดว่า "I'm no queer." และแจ๊คก็ตอบกลับไปอย่างไม่ต้องคิดว่า, "Me neither." "ผมก็ไม่เหมือนกันนะ" แต่แล้วทั้งสองก็กระทำซ้ำแล้วซ้ำอีก "Still, they do it again, and again, in the daylight as well as at night."


ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ในหุบเขา Brokeback Mountain ใน Wyoming high country ในรัฐเท็กซัส (แต่หนังเรื่องนี้ถ่ายทำที่ Alberta, in the Canadian Rockies ) การแสดงออกถึงวิถีชีวิตของคาวบอยที่ ได้บรรยากาศธรรมชาติ รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงเรื่องความรัก ความห่วงใย แม้กระทั่งการปลดปล่อยความต้องการตามธรรมชาติทางเพศ แบบไม่คิดอะไรจนได้เรื่องระหว่างสองหนุ่มวัยกำยำ

หลังจากการเลิกจ้างของฤดูกาล จบสิ้นลงทั้งสองก็แยกทางจากกัน "See you around." คำกล่าวลาของแจ๊คกับเอนนิส

20 
ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก เมื่อเอนนิสแต่งงานกับอัลมา - Alma (Michelle Williams) จนมีลูกสาวสองคน ส่วนแจ๊คก็พบกับลูรีน - Lureen (Anne Hathaway) ราชินีแห่งโรดิโอ จากเท็กซัส และแต่งงานอยู่ด้วยกันเป็นชีวิตครอบครัวของนักธุรกิจ ที่ทางฝ่ายหญิงมีหน้ามีตาในสังคม จนมีลูกชายหนึ่งคน


7.Meet Joe Black (1998)

"Love is passion, obsession, someone you can't live without. If you don't start with that, what are you going to end up with?" "ความรักคือความหลงใหล ความหลงใหลใครบางคนที่คุณขาดไม่ได้ถ้าคุณไม่เริ่มจากสิ่งนั้น คุณจะลงเอยด้วยอะไร"

Meet Joe Black (1998) เป็นภาพยนตร์โรแมนติคดราม่าที่ดำเนินเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อเผยให้เห็นวินาทีแห่งการตระหนักรู้ของคนเราเมื่อถึงคราวที่ความตายรออยู่เบื้องหน้า ในยามที่ใช้ชีวิตไปราวกับว่าเวลานั้นคือทรัพยากรที่ไม่จำกัด เรามักคิดถึงสิ่งต่างๆ มากมายจนมองข้ามสิ่งสำคัญที่แท้จริงไป จนเมื่อเวลานั้นใกล้หมดลง คุณค่าในสายตาเรากลับเหลือไว้ให้เพียงไม่กี่สิ่ง  ซึ่งในขณะเดียวกันนั้นยังเป็นการได้กระตุ้นต่อมให้คนเรารู้จักหยิบฉวยช่วงเวลาแห่งชีวิตนั้นไว้ผ่านเรื่องราวความรักของโจและซูซาน เธอผู้ถวิลหาถึงวินาทีแห่งการมีชีวิตชีวาซึ่งตัดสินใจเดินหน้าสุดกำลังเมื่อสัมผัสได้ถึงสัญญาณแห่งโอกาสในการได้ดื่มด่ำ 

“ถ้ารู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย เราจะทำอะไรกับชีวิตที่เหลืออยู่ไม่มากนี้”


นี่คือคำถามที่แล่นเข้ามาในห้วงคำนึงของ โบ โกลด์แมน ยอดมือเขียนบทดีกรีสองรางวัลออสการ์จาก One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975) และ Melvin and Howard (1980) ที่ตัดสินใจเข้ามาช่วยสานต่อบทหนังเรื่องหนึ่งของผู้กำกับ มาร์ติน เบรสต์ ที่หวังจะดัดแปลงผลงานคลาสสิคชื่อ Death Takes a Holiday (1934)

โดยหัวใจของเรื่องเป็นการบอกเล่าถึงยมทูตผู้แปลงกายลงมาสิงสู่มนุษย์ธรรมดาเพื่อศึกษาวิถีการเป็นปุถุชน รูปแบบชีวิตที่มีความต้องการ มีการกระเสือกกระสนเพื่อให้บรรลุสิ่งกระตุ้นโดยตั้งอยู่บนหลักของอายุขัยที่จำกัด

ระหว่างประมวลวัตถุดิบเดิมที่มีมาเพื่อค้นหาทิศทางที่ชัดเจนให้กับหนัง โกลด์แมนพยายามค้นหาสิ่งที่ตัวเองเข้าถึงจนในที่สุดเขาก็ตระหนักว่าในยามนำความตายมาเป็นธีมหลักของเรื่องราว ในยามที่คนเขียนพยายามเขียนถึงความตาย สิ่งที่ได้จริงๆ ก็คือการหันกลับไปมองในส่วนของชีวิต

“ระหว่างที่ผมค้นคว้าอยู่ ผมก็เข้าใจได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องความตาย แต่เป็นเรื่องของชีวิต” โกลด์แมนนึกย้อน “ความตายคือสิ่งเดียวในชีวิตที่เราทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ยังไงไม่ช้าก็เร็วความตายนั้นจะมาเยือนเรา แล้วทีนี้คำถามคือถ้าใครคนนึงรู้ตัวว่าตนเองกำลังจะตายล่ะ ชีวิตของเขาจะมีความหมายแบบไหน ในตอนนั้นอะไรคือสิ่งที่มองว่ามีค่า”

เรื่องราวจึงมาลงเอยที่ วิลเลี่ยม แพร์ริช มหาเศรษฐีผู้ถือครองกิจการโทรคมนาคมขนาดยักษ์ได้ตระหนักว่าตัวเองกำลังจะตายในไม่ช้า เขาคือชายสูงวัยที่ประสบความสำเร็จ เป็นที่นับถือ หากแต่ห่างเหินจากคนรอบข้างโดยเฉพาะลูกสาวทั้งสอง แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อยมทูตในคราบของชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาได้ย่ำเข้ามาในบ้านของเขาและตามติดทุกกิจวัตรของเขาไปจวบจนวาระสุดท้าย แต่สถานการณ์ยิ่งอีรุงตุงนังกว่าเดิมเมื่อยมทูตเกิดตกหลุมรักกับลูกสาวคนเล็กของเขา

เครดิต: Facebook : Vintage Motion 

8. Titanic (1997)

"Winning that ticket, Rose, was the best thing that ever happened to me… it brought me to you." "การได้ตั๋วใบนั้น โรส เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับฉัน...มันพาฉันมาหาคุณ"

หนังเรื่อง Titanic เป็นเจ้าของตำนานรายได้สูงสุด 12 ปีซ้อนตั้งแต่ปี 1997 ยาวจนถึงปี 2010 จึงถูกหนังเรื่อง Avatar โค่นแชมป์ลงได้

ตัวเลขกว่า 1800 ล้านเหรียญของรายได้ทั่วโลก ทำ Titanic กลายเป็นตำนานจนถึงปัจจุบัน

มรดกอีกอย่างที่ Titanic ทิ้งไว้เป็นตำนานคือเพลงประกอบภาพยนตร์<